พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562
เนื่องจากปัจจุบันมีการล่วงละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัวของข้อมูลส่วนบุคคลเป็นจำนวนมากจนสร้างความเดือดร้อนรำคาญหรือความเสียหายให้แก่เจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล ประกอบกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทำให้การเก็บรวบรวม ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลอันเป็นการล่วงละเมิดดังกล่าว ทำได้โดยง่าย สะดวก และรวดเร็ว ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐีกิจโดยรวม สมควรกำหนดให้มีกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการทั่วไปขึ้น เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ กลไก หรือมาตรการกำกับดูแลเกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นหลักการทั่วไป จึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
ความน่าสนใจของ พรบ. นี้คือ การแยกให้ออกระหว่าง “สิทธิของบุคคล” และ “ข้อมูลส่วนบุคคล” ทั้งนี้ “สิทธิของบุคคล” ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ดังนี้
มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียรติยศ ชื่อเสียง และครอบครัว การกระทำอันเป็นการละเมิดหรือกระทบต่อสิทธิของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือการนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์ไม่ว่าในทางใด ๆ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
ที่ตราขึ้นเพียงเท่าที่จำเป็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ
รวมทั้งในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็มีการระบุไว้ ดังนี้
มาตรา 420 ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่น โดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่า ผู้นั้นทำละเมิด จำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น
มาตรา 421 การใช้สิทธิซึ่งมีแต่จะให้เกิดเสียหายแก่บุคคลอื่นนั้น ท่านว่าเป็นการอันมิชอบด้วยกฎหมาย
รวมทั้งปรากฏในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ดังนี้
ข้อ 12 บุคคลใดจะถูกแทรกแซงตามอําเภอใจในความเป็นส่วนตัว ครอบครัว ที่อยู่อาศัย หรือการสื่อสาร หรือจะถูกลบหลู่เกียรติยศและชื่อเสียงไม่ได้ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายต่อการแทรกแซงสิทธิหรือการลบหลู่ดังกล่าวนั้น
ในขณะที่คำว่า “ข้อมูลส่วนบุคคล” ปรากฏในพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
“ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของบุคคล เช่นการศึกษา ฐานะการเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทํางาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือสิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทําให้รู้ตัวผู้นั้นได้เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคนหรือรูปถ่าย และให้หมายความรวมถึงข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย
และในพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
ข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลซึ่งทำให้สามารถระบุตัวบุคคลนั้นได้ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม แต่ไม่รวมถึงข้อมูลของผู้ถึงแก่กรรมโดยเฉพาะ
ดังนั้นการกล่าวอ้างอิง “การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” จึงต้องพิจารณาให้ดีว่าเป็นการกล่าวถึง “สิทธิของบุคคล” หรือ “ข้อมูลส่วนบุคคล” เช่น
- การใช้กล้อง CCTV บันทึกภาพในสถานที่เพื่อความปลอดภัย ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคล หรือละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
- การใช้กล้อง CCTV บันทึภาพการเข้าใช้บริการในสถานที่หนึ่ง โดยนำรูปภาพบุคคลที่จับภาพ แสดงพร้อมข้อมูลชื่อ ประวัติการใช้บริการ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคล หรือละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
- การถ่ายรูปในท้องถนน หรือสถานที่ใดๆ แล้วมีภาพของบุคคลปรากฏในถ่ายภาพ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคล หรือละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
- การนำภาพถ่ายบรรยากาศท้องถนน หรือสถานที่ใดๆ ที่มีบุคคลปรากฏ เผยแพร่ผ่าน Social เช่น Facebook แล้วระบบตรวจสอบของ Facebook แจ้งชื่อบุคคลพร้อมฟังก์ชัน Tag อัตโนมัติ ถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของบุคคล หรือละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล
ความชัดเจนข้างต้นเป็นหนึ่งในสิ่งที่ควรนำมาพิจารณา และสื่อสารให้ชัดเจน


You must be logged in to post a comment.