เอกสารจดหมายเหตุ

ได้มีโอกาสสอนเนื้อหาการพัฒนาคลังจดหมายเหตุและมรดกทางวัฒนธรรมด้วยระบบดิจิทัล สิ่งหนึ่งได้พบจากการสอนคือ มีหลายหน่วยงานดำเนินการด้านจดหมายเหตุ และหรือมีหลายหน่วยงานสนใจดำเนินการ แต่เมื่อพูดคุยกลับพบว่ามีความเข้าใจใน “จดหมายเหตุ” แตกต่างกันไป สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติก็นิยามและดำเนินการไปอย่างหนึ่ง หลายหน่วยงานก็ลุกมาทำหอจดหมายเหตุ หอประวัติ หอเกียรติประวัติ บางหน่วยงานทำเว็บไซต์ หรือระบบฐานข้อมูลต่างๆ ส่งผลให้การดำเนินการเป็นไปอย่างหลากหลาย หลายรูปแบบ หลากหลายความคิดหรือแนวคิด

ความหวังของตัวเองในอนาคตข้างหน้าคือ ประเทศไทยควรมีแนวปฏิบัติการจัดการ่จดหมายเหตุที่เป็นระบบ อันจะช่วยให้มีการดำเนินการที่เป็นมาตรฐาน ต่อยอดได้สะดวก

เอกสารจดหมายเหตุ คืออะไร

เอกสารที่สิ้นกระแสการใช้งานและได้รับการประเมินคุณค่า ควรแก่การเก็บรักษาและอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นมรดกทางวัฒนธรรมด้านประวัติศาสตร์ของชาติ และเพื่อประโยชน์ ในการศึกษา การค้นคว้า หรือการวิจัย ซึ่งกรมศิลปากรได้จัดทำทะเบียนไว้เป็นเอกสารจดหมายเหตุ (พรบ. จดหมายเหตุ มาตรา 3)

ทั้งนี้เอกสารจดหมายเหตุ อาจจะเป็นได้ทั้งเอกสารราชการ หรือเอกสารส่วนบุคคลที่มีการประเมินคุณค่าแล้ว

จากการดำเนินการที่หลากหลายของแต่ละหน่วยงาน พบว่านิยามเอกสารจดหมายเหตุมีความแตกต่างกันออกไป แต่สำคัญคือพบว่าหลายหน่วยงานยังไม่เคยนิยามความหมาย “การจัดการจดหมายเหตุ” และ “เอกสารจดหมายเหตุ” ของตนเอง … บางหน่วยงานใช้วิธีคือมีผู้สั่งการหรือระบุว่า “ชิ้นนี้” คือเอกสารจดหมายเหตุ 

หน้าที่ของหน่วยงานรัฐเกี่ยวกับเอกสารจดหมายเหตุ

จัดทำรายการหรือตารางการเก็บรักษาเอกสารราชการ (พรบ. จดหมายเหตุ มาตรา 6) ซึ่งมีรายละเอียดคือ ประเภทและหมวดหมู่ของเอกสาร ระยะเวลาการเก็บรักษาเอกสาร วิธีการเก็บรักษาเอกสาร และการส่งมอบรายการหรือตารางการเก็บรักษาเอกสารราชการ (พรบ. จดหมายเหตุ มาตรา 7)

โดยเอกสารราชการ หมายถึง “เอกสารที่หน่วยงานของรัฐหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐจัดทำขึ้นหรือได้รับมาในการกระทำตามหน้าที่” (พรบ. จดหมายเหตุ มาตรา 3) โดยมีการประเมิน (พรบ. จดหมายเหตุ มาตรา 7) ในด้านต่างๆ ดังนี้
(1) มีคุณค่าตามวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น
(2) มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์
(3) มีคุณค่าเพื่อการศึกษา การค้นคว้า หรือการวิจัย

นอกจากนี้ในมาตรา 26 ของ พรบ.ข้อมูลข่าวสารราชการ ยังกล่าวถึง “ให้หน่วยงานของรัฐส่งมอบข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐไม่ประสงค์จะเก็บรักษาหรือมีอายุครบกำหนดนับแต่วันที่เสร็จสิ้นการจัดให้มีข้อมูลข่าวสารนั้น ให้แก่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ”

แสดงว่า “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” ก็จัดเป็น “เอกสารจดหมายเหตุประเภทหนึ่ง” ที่ต้องมีกระบวนการจัดหมวดหมู่ ประเมินคุณค่าเช่นกัน

โดย “ข้อมูลข่าวสารของราชการ” หมายความว่า ข้อมูลข่าวสารที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเอกชน

การเก็บรักษาหน่วยงานสามารถทำความตกลงกับกรมศิลปากร เกี่ยวกับระยะเวลาและสถานที่เก็บได้

หน่วยงานของรัฐได้ดำเนินการจัดทำตารางการเก็บรักษาเอกสารราชการไว้หรือไม่อย่างไร ใครเป็นผู้ดำเนินการ และมีการประเมินคุณค่าอย่างไร อันนี้ก็พบว่ายังไม่มีการดำเนินการเป็นส่วนมาก และร้ายยิ่งกว่าตรงแทบไม่มีกระบวนการประเมินคุณค่า เพราะถูกสั่งมาแล้วว่าชิ้นนี้ “ต้องเป็น”

เอกสารราชการ ครอบคลุมอะไรบ้าง

ตามระเบียบงานสารบรรณ ได้แบ่งไว้ดังนี้

หนังสือราชการ – เอกสารที่เป็นหลักฐานในราชการ ได้แก่

1) หนังสือที่มีไปมาระหว่างส่วนราชการ
2) หนังสือที่ส่วนราชการมีไปถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการหรือที่มีไปถึงบุคคลภายนอก
3) หนังสือที่หน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือบุคคลภายนอกมีมาถึงส่วนราชการ
4) เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นเพื่อเป็นหลักฐานในราชการ
5) เอกสารที่ทางราชการจัดทำขึ้นตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับ
6) ข้อมูลข่าวสารหรือหนังสือที่ได้รับจากระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์

หนังสือ ยังแบ่งได้เป็น

1) หนังสือภายนอก – หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีโดยใช้กระดาษตราครุฑ เป็นหนังสือติดต่อระหว่างส่วนราชการ หรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่นใดซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือที่มีถึงบุคคลภายนอก
2) หนังสือภายใน – หนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีน้อยกว่าหนังสือภายนอก เป็นหนังสือติดต่อภายในกระทรวง ทบวง กรม หรือจังหวัดเดียวกัน
3) หนังสือประทับตรา – หนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป โดยให้หัวหน้าส่วนราชการระดับกอง หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป เป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับตรา ใช้ได้ทั้งระหว่างส่วนราชการกับส่วนราชการ และระหว่างส่วนราชการกับบุคคลภายนอก เฉพาะกรณีที่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ
4) หนังสือสั่งการ – คำสั่ง ระเบียบ และข้อบังคับ
5) หนังสือประชาสัมพันธ์ – ประกาศ แถลงการณ์ และข่าว
6) หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้น หรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ – หนังสือรับรอง รายงานการประชุม บันทึก และหนังสืออื่น

โดยหนังสืออื่น หมายถึง หนังสือหรือเอกสารอื่นใดที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นหลักฐานในราชการ ซึ่งรวมถึงภาพถ่าย ฟิล์ม แถบบันทึกเสียง แถบบันทึกภาพ และสื่อกลางบันทึกข้อมูลด้วย หรือหนังสือของบุคคลภายนอก ที่ยื่นต่อเจ้าหน้าที่ และเจ้าหน้าที่ได้รับเข้าทะเบียนรับหนังสือของทางราชการแล้ว มีรูปแบบตามที่กระทรวง ทบวง กรม จะกำหนดขึ้นใช้ตามความเหมาะสมเว้นแต่มีแบบตามกฎหมายเฉพาะเรื่องให้ทำตามแบบ เช่น โฉนด แผนที่ แบบ แผนผัง สัญญา หลักฐานการสืบสวนและสอบสวน และคำร้อง เป็นต้น

หน่วยงานของรัฐ กำหนดไว้หรือไม่ว่า “หนังสือราชการ” ใดบ้างที่อยู่ในข่ายเอกสารจดหมายเหตุ

อย่างไรก็ดีด้วยในปัจจุบันมีกระบวนการทำงานด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นหน่วยงานของรัฐ จึงต้องพิจารณา “เอกสารราชการ” ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มเติม ดังนี้

1) ในกรณีที่ติดต่อราชการด้วยระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ให้ผู้ส่งตรวจสอบผลการส่งทุกครั้ง และให้ผู้รับแจ้งตอบรับ เพื่อยืนยันว่าหนังสือได้จัดส่งไปยังผู้รับเรียบร้อยแล้ว และส่วนราชการผู้ส่ง ไม่ต้องจัดส่งหนังสือเป็นเอกสาร เรื่องสำคัญจำเป็นต้องยืนยันเป็นเอกสาร ให้ทำเอกสารยืนยันตามไปทันที

2) การส่งข้อความทางเครื่องมือสื่อสาร เช่น โทรเลข วิทยุโทรเลข โทรพิมพ์ โทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น ให้ผู้รับปฏิบัติเช่นเดียวกับได้รับหนังสือ ในกรณีที่จำเป็น ต้องยืนยันเป็นหนังสือให้ทำหนังสือยืนยันตามไปทันที

3) การส่งข้อความทางเครื่องมือสื่อสารซึ่งไม่มีหลักฐานปรากฏชัดแจ้ง เช่น ทางโทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร วิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ เป็นต้น ให้ผู้ส่งและผู้รับบันทึกข้อความไว้เป็นหลักฐาน

ด้วยกระบวนการระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ … หน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดเก็บเอกสารราชการอย่างไร และเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ใดที่อยู่ในข่ายเอกสารจดหมายเหตุ

การเก็บรักษา

ปกติให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 10 ปี เว้นแต่หนังสือดังต่อไปนี้

1) หนังสือที่ต้องสงวนเป็นความลับ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ
2) หนังสือที่เป็นหลักฐานทางอรรถคดี สำนวนของศาลหรือของพนักงานสอบสวน หรือหนังสืออื่นใดที่ได้มีกฎหมายหรือระเบียบแบบแผนกำหนดไว้เป็นพิเศษแล้ว การเก็บให้เป็นไป
ตามกฎหมายและระเบียบแบบแผนว่าด้วยการนั้น
3) หนังสือที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณี สถิติ หลักฐาน หรือเรื่องที่ต้องใช้สำหรับศึกษาค้นคว้า หรือหนังสืออื่นในลักษณะเดียวกัน ให้เก็บไว้เป็นหลักฐานทางราชการตลอดไปหรือตามที่กองจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร กำหนด
4) หนังสือที่ได้ปฏิบัติงานเสร็จสิ้นแล้ว และเป็นคู่สำเนาที่มีต้นเรื่องจะค้นได้จากที่อื่นให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
5) หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญซึ่งไม่มีความสำคัญ และเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 1 ปี
6) หนังสือที่เกี่ยวกับการเงิน ซึ่งมิใช่เป็นเอกสารสิทธิ หากเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องเก็บไว้ถึง 10 ปี ให้ทำความตกลงกับกระทรวงการคลังเพื่อขอทำลายได้

ทุก 25 ปี จะต้องส่งมอบหนังสือให้สำนักหอจดหมายเหตุ พร้อมบัญชีส่งมอบ

อย่างไรก็ตามใน พรบ. ข้อมูลข่าวสารของราชการ ได้กำหนดระยะเวลาสำหรับเอกสารที่เป็นข้อมูลข่าวสารของราชการไว้ ดังนี้

1) ข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 14 เมื่อครบเจ็ดสิบห้าปี
2) ข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา 15 เมื่อครบยี่สิบปี

เอกสารจำนวนมากเก็บรักษาด้วยกระบวนการที่ไม่ช่วยให้อยู่ถึง 10 ปี หลายชิ้นไม่มีการเก็บเรื่องราว สิ่งผลให้เมื่อต้องนำมาใช้งานเกิดปัญหานานาประการ ไม่รวมกระบวนการแปลงดิจิทัลที่ยังขาดความรู้ ความเข้าใจ เช่น การเก็บด้วยฟอร์แมต JPG ที่ไม่ควบคุมคุณภาพ หรือการสแกนด้วยความละเอียดต่ำ

ที่มา:

  1. พรบ. จดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. 2556
  2. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 และ พ.ศ. 2548
  3. พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540

หมายเหตุ … เนื้อหานี้ยังมีการเติม แก้ไขอยู่เรื่อยๆ ครับ

Unknown's avatar

ฺBoonlert Aroonpiboon

เก็บบันทึกเรื่องราวและความทรงจำ

You may also like...

Discover more from Boonlert Aroonpiboon

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading