หนังสือกับสถานศึกษา
สถานศึกษาควรจัดหาหนังสือ และสื่อต่างๆ ให้เหมาะสมกับจำนวนนักเรียน โดยโครงการพัฒนาห้องสมุดในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามนโยบายห้องสมุด 3 ดี ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 กระทรวงศึกษาธิการ ได้ให้คำแนะนำการจัดหาหนังสือไว้ ดังนี้ สถานศึกษาควรจัดซื้อหนังสือให้ครบทุกประเภท โดยให้มีสัดส่วนของประเภทหนังสือที่เหมาะสม และมีปริมาณเพียงพอกับผู้อ่าน โดยใช้เกณฑ์จำนวนหนังสือต่อจำนวนนักเรียน คือประมาณ 5-10 เล่มต่อนักเรียน 1 คน ดังนั้น ถ้ามีนักเรียน 200 คน ควรมีหนังสือในห้องสมุดไม่น้อยกว่า 1,000-2,000 เล่ม
สำหรับในต่างประเทศ มีข้อมูลจำนวนหนังสือต่อจำนวนนักเรียน ดังนี้
- International Federation & Library and Information Institutions (IFLA) ได้กำหนดจำนวนหนังสือต่อนักเรียนไว้ที่ หนังสือ 10 เล่มต่อนักเรียน 1 คน
- Chartered Institute of Library and Information Professionals (CILIP) กำหนดจำนวนหนังสือต่อนักเรียนไว้ที่ หนังสือ 13 เล่มต่อนักเรียน 1 คน
หนังสือในห้องสมุดควรมีเนื้อหาหลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ และพันธกิจของสถานศึกษา โดยหนังสือที่ควรมีในห้องสมุดโรงเรียน ได้แก่
1. หนังสืออ้างอิง เป็นหนังสือที่ใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาค้นคว้า ที่ช่วยให้ผู้อ่านสามารถแสวงหาความรู้ ข้อเท็จจริง และตอบคำถามได้ในเวลาที่รวดเร็ว เพราะหนังสืออ้างอิงจะมีการจัดลำดับเนื้อหาไว้อย่างมีระเบียบ หนังสืออ้างอิงที่ควรจัดไว้ในห้องสมุด ได้แก่
1.1 พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
1.2 พจนานุกรม อังกฤษ – ไทย
1.3 พจนานุกรม ไทย – อังกฤษ
1.4 สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชนโดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (เล่มใหญ่ และฉบับเสริมการเรียนรู้)
1.5 สารานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน
1.6 สารานุกรมวิทยาศาสตร์
1.7 อักขรานุกรมภูมิศาสตร์ไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน
1.8 สารานุกรมทั่วไป
1.9 หนังสือพระราชนิพนธ์ พระนิพนธ์ และนิพนธ์ต่าง ๆ
ฯลฯ
2. หนังสือสารคดี เป็นหนังสือที่มุ่งให้ความรู้แก่ผู้อ่าน มีเนื้อหาครอบคลุมวิชาการสาขาต่าง ๆ ที่มิใช่หนังสือเรียน เนื้อหาควรประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ รวมทั้งสารคดีเรื่องอื่น ๆ ตามความต้องการของนักเรียน และโรงเรียน
3. หนังสือบันเทิงคดี เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่าน เป็นการเขียนขึ้นจากประสบการณ์หรือจินตนาการ โดยอาศัยเค้าโครงความจริงของชีวิตและสังคม ผู้อ่านจะได้รับความเพลิดเพลิน และข้อคิด คติเตือนใจที่ผู้เขียนสอดแทรกไว้ในเรื่อง ซึ่งประกอบด้วย
3.1 หนังสือนวนิยาย
3.2 หนังสือรวมเรื่องสั้น
3.3 หนังสือบทละคร
3.4 หนังสือร้อยกรอง
4. หนังสือเด็กและเยาวชน เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาเหมาะสมกับวัยของเด็ก มีกลวิธีในการเขียนพร้อมภาพประกอบเรื่องที่ชวนอ่านและติดตาม มีศิลปะในการจัดทำอย่างประณีตงดงาม โดยทั่วไปผู้เขียนจะกำหนดวัยของผู้อ่าน หรือระดับความรู้ความสามารถของผู้อ่านประกอบการเขียนเช่น หนังสือสำหรับเด็กปฐมวัย ควรเป็นหนังสือขนาดไม่ใหญ่มากนัก มีภาพมากกว่าตัวหนังสือ ภาพต้องมีความชัดเจน สีสันสวยงาม น่าสนใจ ถ้าเป็นหนังสือสำหรับเด็กมัธยม จะมีสัดส่วนของตัวหนังสือมากกว่าภาพประกอบ มีการใช้คำและภาษาที่มีความซับซ้อน เป็นต้น
5. หนังสือเสริมประสบการณ์ เป็นหนังสือที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในการศึกษาค้นคว้าให้มีความรู้กว้างขวางยิ่งขึ้น เนื้อหาสาระอิงหลักสูตร ช่วยให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ตลอดจนส่งเสริมให้ผู้อ่านเกิดทักษะในการอ่านและมีนิสัยรักการอ่านมากยิ่งขึ้น เช่น หนังสืออ่านนอกเวลา หนังสืออ่านเพิ่มเติม หนังสือส่งเสริมการอ่าน เป็นต้น
6. หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์สำหรับครู เช่น เหลักสูตร ตำรา ทฤษฎี เทคนิคการจัดการเรียนการสอน เอกสารประกอบหลักสูตร คู่มือครู แผนการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ เอกสารผลงานวิจัย การพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน เป็นต้น
7. วารสารและนิตยสาร
8. หนังสือพิมพ์
8.1 หนังสือพิมพ์ภาษาไทย
8.2 หนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศ
หนังสือแปลและหนังสือต่างประเทศ ห้องสมุดโรงเรียนควรมีการจัดซื้อหนังสือแปลและหนังสือที่พิมพ์โดยใช้ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน เป็นต้น โดยพิจารณาจากการจัดการเรียนการสอนภาษาของแต่ละโรงเรียน หรือความต้องการของนักเรียน และครู เพื่อเป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้มีโอกาสได้อ่านหนังสือหรือสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นภาษาต่างประเทศตามที่ได้เรียนในชั้นเรียน การอ่านหนังสือที่เขียนโดยเจ้าของภาษาจะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ทั้งด้านคำศัพท์ รูปประโยค การใช้สำนวนภาษา ซึ่งจะเป็นการสนับสนุนการเรียนภาษาต่างประเทศให้กับนักเรียน การพิจารณาเลือกซื้อหนังสือแปลหรือหนังสือต่างประเทศ โรงเรียนอาจต้องได้รับคำปรึกษาจากครูผู้สอนภาษานั้นๆ หรือครูชาวต่างประเทศ เพื่อพิจารณาทั้งด้านความถูกต้องของเนื้อหาสาระ การใช้ภาษาและไวยากรณ์ การใช้ภาพประกอบ ความเหมาะสมกับวัยของนักเรียน และประโยชน์ที่ได้จากหนังสือนั้น ๆ การเลือกซื้อหนังสือแปลหรือหนังสือที่พิมพ์โดยใช้ภาษาต่างประเทศ ให้โรงเรียนพิจารณาได้ตามความเหมาะสม หรืออยู่ในดุลยพินิจของแต่ละโรงเรียน เช่น โรงเรียที่เปิดสอนระดับประถมศึกษาที่เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก อยู่ในสภาพขาดแคลนหนังสือ อาจต้องพิจารณาเลือกซื้อหนังสือที่จำเป็นและจัดพิมพ์เป็นภาษาไทยก่อนเป็นอันดับแรก แต่ในกรณีโรงเรียนมัธยมศึกษา การเลือกซื้อหนังสือในกลุ่มนี้อาจมีความจำเป็น เพื่อเป็นการพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพสู่ระดับสากล แล้วจะซื้อจำนวนเท่าใด การพิจารณาก็เช่นเดียวกัน หนังสือที่จำเป็นหรือมีประโยชน์ต่อนักเรียนมาก ควรซื้อจำนวนมาก และลดจำนวนลงตามความสำคัญของหนังสือนั้นๆ
