การเตรียมไฟล์ PDF ที่เป็นมิตรกับ Google Scholar

จากบทความ การเตรียมไฟล์ PDF ที่เป็นมิตรกับ Search Engine ขอส่งต่อมายังการเตรียมไฟล์ PDF ที่เป็นมิตรกับ Google Scholar บ้างนะครับ โดยเฉพาะเอกสาร PDF ที่เป็นบทความวิจัย บทความวิชาการ อันจะมีผลต่อค่า Webometric ของสถาบันการศึกษาหลายสถาบันด้วยครับ

ประเด็นปัญหาที่พบเกี่ยวกับเอกสาร PDF ก็คือ การนำเอกสาร PDF ใส่ในเครื่องแม่ข่ายเว็บแล้วทำลิงก์มายังเอกสาร PDF ตรง ซึ่งจะมีผลให้ Google Scholar ไม่สามารถประเมินมูลค่าของเอกสาร PDF ดังกล่าวได้เต็มประสิทธิภาพ วิธีการที่ควรทำคือ ควรสร้างหน้าเอกสารเว็บ (HTML) คู่กับไฟล์ PDF ทุกครั้ง โดย 1 ไฟล์ PDF ต่อ 1 ไฟล์เอกสารเว็บ ดังตัวอย่างของเว็บ eLibrary ธนาคารโลก

Screen Shot 2557-04-02 at 12.33.34
http://elibrary.worldbank.org/

เมื่อคลิกหน้าปกหนังสือแต่ละเล่ม จะเปิดหน้าเอกสารเว็บแสดงรายละเอียดของหนังสือ ก่อนคลิกไปอ่านเอกสารฟอร์แมต PDF

Screen Shot 2557-04-02 at 12.35.36

การนำข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ บทความวิชาการ มาแสดงในรูปแบบเอกสารเว็บ จะเป็นส่วนสำคัญที่ Search Engine และ Scholar นำข้อมูลดังกล่าวไปประมวลผลได้เร็วขึ้น

นอกจากนี้การกำหนดชื่อแฟ้มเอกสารให้สื่อความหมาย สั้น กระชับ สำคัญที่สุดคือส่วนขยายของไฟล์ควรเป็น .pdf (ตัวพิมพ์เล็ก) ก็เป็นอีก 1 กลไกที่ควรดำเนินการ

การจัดเนื้อหาในเอกสาร PDF ก็ควรจัดให้อยู่ในฟอร์แมตที่ระบบสามารถประมวลผลได้ โดยเอกสารควรเกิดจากกระบวนการส่งออก (Export) หลีกเลี่ยงเอกสารสแกน

ชื่อเรื่องของเนื้อหา ให้ระบุให้ชัดเจนไว้หน้าแรก บรรทัดแรก โดยมีขนาดใหญ่กว่าเนื้อหาปกติ แนะนำที่ขนาดไม่น้อยกว่า 24 pt หรือใช้ Heading 1, Heading 2 Style ในการพิมพ์ชื่อเรื่องของเอกสาร (กรณีที่จัดทำเอกสารในรูปแบบ HTML ให้ใช้ <h1> หรือ <h2> tag หรือกำหนด CSS class ด้วยชื่อ citation_title)

บรรทัดถัดลงมาให้พิมพ์ชื่อผู้แต่ง ผู้สร้างสรรค์ โดยจัดชิดขวา แนะนำให้กำหนดขนาดตัวอักษรไว้ที่ 16-23 pt หรือใช้ Heading 3 Style ในการพิมพ์ (กรณีจัดทำเอกสารในรูปแบบ HTML ให้ใช้ <h3> tag หรือกำหนด CSS class ชื่อ citation_author) กรณีมีผู้แต่งหลายท่านให้คั่นด้วยเครื่องหมาย comma หรือ semi-colon และเพิ่มความชัดเจนโดยระบุคำว่า by หรือ Author: นำชื่อผู้แต่ง

เนื้อหาส่วนสุดท้ายเป็นส่วนเอกสารอ้างอิง ที่มีการระบุหัวเรื่องด้วยคำว่า “บรรณานุกรม, เอกสารอ้างอิง, References หรือ Bibliography” ที่ชัดเจน

นอกจากนี้เอกสารเว็บ (HTML) ที่สร้างประกอบแฟ้ม PDF ควรระบุ Google Scholar Meta Tag ให้ชัดเจน โดยมีรูปแบบ ดังนี้

<meta name=”citation_title” content=”ชื่อเรื่อง”>
<meta name=”citation_author” content=”ชื่อผู้เขียน/ผู้สร้างสรรค์”>
<meta name=”citation_publication_date” content=”วันที่เผยแพร่ yyyy/mm/dd”>
<meta name=”citation_journal_title” content=”ชื่อวารสาร”>
<meta name=”citation_volume” content=”xx”>
<meta name=”citation_issue” content=”xx”>
<meta name=”citation_firstpage” content=”xx”>
<meta name=”citation_lastpage” content=”xx”>
<meta name=”citation_pdf_url” content=”url-แฟ้มเอกสาร.pdf”>

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม: http://scholar.google.com/intl/en/scholar/inclusion.html และเอกสารสรุปฟอร์แมต Excel

Unknown's avatar

ฺBoonlert Aroonpiboon

เก็บบันทึกเรื่องราวและความทรงจำ

You may also like...

Discover more from Boonlert Aroonpiboon

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading