วิวัฒนาการของการประเมินคุณภาพวารสารวิชาการ
ชุมชนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีโลก ได้พึ่งพาสิ่งพิมพ์วิชาการโดยเฉพาะวารสารวิชาการ (Scholarly Journal) ให้เป็นแหล่งตีพิมพ์ผลงานเพื่อเผยแพร่ โดยมีการนำเสนอความคิดใหม่ การทดลองใหม่ การค้นพบความรู้ใหม่ หรืออื่นๆ ได้ก่อให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในสาขาวิทยาศาสตร์ทั่วโลก วารสารวิชาการส่วนใหญ่มีขนวนการ peer review และเมื่อพูดถึงวารสารวิชาการที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด (most influential journals) นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกต่างพูดทันทีถึงค่า Impact Factor (IF) ที่ตีพิมพ์ในบริการชื่อ Journal Citation Report, JCR ของบริษัท ISI Thomson Reuters เป็นบริการที่มีมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี
ค่า IF คือ ค่าเฉลี่ยของจำนวนการได้รับการอ้างอิงของบทความในวารสารชื่อหนึ่งต่อจำนวนบทความที่พิมพ์ก่อนหน้านั้น ในช่วง 2 ปี JCR 2008 (ออกบริการรายปี) ชุดใหม่ล่าสุดที่เริ่มคิดค่า IF แบบช่วง 5 ปี
ที่ผ่านมามีการนำค่า IF ไปใช้ในทางที่ผิด (misuse) ซึ่งเป็นการกระทำที่สืบทอดกันมาจากรุ่นก่อนๆ ถือเป็นเรื่องน่ากลัว คือ มีการนำค่า IF ไปวัดถึงบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารรวมถึงวัดถึงผู้แต่งหรือ นักวิทยาศาสตร์อีกด้วย การตัดสินคุณภาพของนักวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องยากยิ่ง ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นเป็นผู้ประเมินด้วยขนวนการ Peer review ประเมินคุณภาพในแต่ละบทความวิจัยโดยตรง
วิธีการคำนวณหาค่า IF คือวิธีการศึกษาในสาขา Bibliometrics ซึ่งมีคำจำกัดความดังนี้ “The statistical analysis of bibliographic data, mainly in scientific and technical literatures. It measures the amount of scientific activity in a subject category / journal / country/ topic or other area of interest. ”
นัก Bibliometrician มีการนำเสนอหน่วยวัดวารสารหลากหลายค่า เพื่อปรับปรุงแก้ไขตามคำวิพากษ์วิจารณ์ ถกเถียงกันในชุมชนวิจัยวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อให้มีหน่วยวัดหลากหลาย ด้วยวิธีการที่อยู่บนหลักการของ จำนวนบทความ ( Number Publications) จำนวนการได้รับการอ้างอิง ( Number Citations) จำนวนการใช้ (Usage) และอื่นๆ มีการสรุปว่าขณะนี้ ยังไม่มีหน่วยวัดที่สมบูรณ์เพียงพอในการวัดถึงผลกระทบของวารสารที่แท้จริง ค่า IF เป็นเพียงผิวๆ หรือเป็นเพียงเส้นรอบวง (periphery) ของตาชั่ง
ขณะนี้มีการนำเสนอหน่วยวัดคุณภาพวารสารชุดใหม่ ที่ชื่อ Eigenfactor ที่จัดอันดับวารสารวิชาการที่ทรงอิทธิพลด้วยวิธีการเดียวกับ Google จัดอันดับเว็บไซต์ผ่านอัลกอธิธัม (Algorithm) ที่ชื่อ Network Theory จัดลำดับวารสารตามอิทธิพลหากมีการอ้างอิงบทความภายในเล่มในจำนวนมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
ดังนั้นพัฒนาการของหน่วยวัดเพื่อประเมินคุณภาพวารสารวิชาการ มีมายาวนานกว่า 50 ปี ตามลำดับเหตุการณ์ที่สำคัญ (Timelines) ดังนี้
ปี ค.ศ. 1960 Dr. Eugene Garfield ได้นำเสนอแนวคิดในการนำข้อมูลการอ้างอิงมาวัดคุณภาพวารสาร โดยตีพิมพ์บทความนำเสนอให้วารสาร Science เมื่อปี 1955
ปี ค.ศ. 1963 เกิดฐานข้อมูล Science Citation Index เป็นการนำเสนอบทความวิจัยวิทยาศาสตร์ที่มีข้อมูลการอ้างอิง
ปี ค.ศ. 1970 เกิดฐานข้อมูล Social Science Citation Index เป็นการนำเสนอบทความวิจัยสังคมศาสตร์ที่มีข้อมูลการอ้างอิง
ปี ค.ศ. 1976 เกิดบริการ Journal Citation Report, JCR นำเสนอค่า Journal Impact Factor, JIF
ปี ค.ศ.1980 เกิดฐานข้อมูล Arts & Humanities Citation Index เป็นการนำเสนอบทความวิจัยมนุษยศาสตร์ที่มีข้อมูลการอ้างอิง
ปี ค.ศ. 1990 ISI นำเสนอข้อมูล Indicators datasets & Citation report
ปี ค.ศ. 1995 เกิดบริการแบบเว็บเบส ISI – Web of Knowledge
ปี ค.ศ. 2000 เกิดบริการ Essential Science Indicators, ESI
ปี ค.ศ. 2005 มีการเสนอหน่วยวัดคุณภาพงานวิจัย h index
ปี ค.ศ. 2007 มีการเสนอหน่วยวัดคุณภาพงานวิจัย Eigenfactor Metrics
จนถึงขณะนี้ วงการวิจัยวิทยาศาสตร์ มีหน่วยวัดคุณภาพงานวิจัยวิทยาศาสตร์ หลายค่า ได้แก่
- Impact Factor, IF (Immediacy index, Cited half life)
- H index
- Eigenmetrics
- Map & Research Fronts
- Usage Statistics (ขณะนี้มีการนำเสนอหน่วยวัดที่ชื่อ usage factor ซึ่งกำลังมีการพัฒนาอยู่ที่ Oxford University Press)
จากหน่วยวัด 3 ค่าหลักข้างต้น ทุกๆ หน่วยต่างก็ใช้ข้อมูลการอ้างอิง (Citation count) เป็นสำคัญ โดยเหตุผลในการใช้ข้อมูลการอ้างอิง ในการวัด performance ของงานวิจัย คือ การอ้างอิงถึงบทความอื่นๆ หมายความว่ามีการใช้ (use) เป็นการตอบรับ(reception) เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ (utility) การมีอิทธิพล (influence) มีความสำคัญ (significance) มีผลกระทบ (impact) ฯลฯ แต่ไม่ได้วัดถึงคุณภาพ การประเมินคุณภาพต้องเป็นการตัดสินด้วยมนุษย์เท่านั้น
ข้อมูลการอ้างอิง เป็นดัชนีชี้ถึงผลกระทบต่อบทความวิจัยและมีผลประโยชน์ต่อชุมชนวิจัยทั่วโลก ถือเป็นการแสดงถึงรูปแบบการตรวจทานที่ยอมรับ (Peer acknowledge) จากนักวิทยาศาสตร์กลุ่มงานวิจัยในสาขาเดียวกันนั้น
ขนวนการ Peer review ยังคงเป็นวิธีการรากฐานของการประเมินคุณภาพงานวิจัย ฉะนั้นการวิเคราะห์เชิงปริมาณไม่ควรเข้ามาแทนที่การ Peer review ควรเป็นเพียงสิ่งที่มาเสริมให้สมบูรณ์และใช้ให้ถูกต้องตามแต่ละกรณี
ผู้เขียน: นางรังสิมา เพ็ชรเม็ดใหญ่
