หาอายุงานของพนักงาน ณ วันปัจจุบัน
มีข้อมูลดังตัวอย่าง
ต้องการหาอายุงานของพนักงาน สูตรคำนวณของ Excel ที่สามารถใช้ได้ มีดังนี้
วิธีที่ 1 หาอายุปี
การหาอายุปี ทำได้ง่ายๆ โดยการนำค่าปีปัจจุบันมาลบด้วยปีที่เข้าทำงาน โดยฟังก์ชันปีปัจจุบันคือ =YEAR(TODAY()) และฟังก์ชันปีของข้อมูลที่สนใจคือ =YEAR(ระบุตำแหน่งเซล) กรณีนี้เซลแรกที่จะคำนวณคือ =YEAR(H2) นั่นเอง
คำอธิบาย
- =today() เป็นฟังก์ชันหาค่าวันที่ปัจจุบัน (วันที่ของเครื่อง)
- =year(today()) เป็นฟังก์ชันผสม โดยฟังก์ชัน Year() จะหาค่า “ปี ค.ศ.” ของฟังก์ชัน Today() เช่น ถ้าวันที่ของเครื่องเป็น 21 มกราคม 2545 ฟังก์ชัน Today() จะมีค่าเป็น 1/1/70 เมื่อนำมาผ่านฟังก์ชัน Year(today()) จะได้ค่าเป็น 2002 นั่นเอง
- =year(h2) เป็นการหาค่าปี ค.ศ. ของข้อมูลในเซลล์ h2 จากตัวอย่างข้อมูลใน I2 คือ 3/2/1986 เมื่อผ่านฟังก์ชัน Year() จะได้ค่าปี ค.ศ. เป็น 1986
- หากผลการคำนวณ แสดงในรูปแบบวันที่ ให้เลือกเซลอายุงานทั้งหมด แล้วจัดรูปแบบการแสดงผลตัวเลขให้แสดงเป็นตัวเลขจำนวนเต็ม
วิธีที่ 2 หาอายุปี และเดือน ด้วยฟังก์ชัน =NOW()
ป้อนสูตร =NOW()-เซลของวันที่เข้าทำงาน
จากนั้นปรับรูปแบบการแสดงผลเป็น yy “ปี” m “เดือน” ดังนี้
หมายเหตุ … วิธีนี้อาจจะให้ผลที่ไม่ถูกต้อง 100% ควรตรวจสอบก่อนนำไปใช้งาน
วิธีที่ 3 หาอายุงานหน่วยเป็น ปี เดือน และวัน ด้วยฟังก์ชัน DATEDIF
ฟังก์ชัน DATEDIF นับว่าเป็นฟังก์ชันที่ถูกนำมาใช้ในกรณีนี้มากที่สุด โดยมีรูปแบบของคำนวณ ดังนี้
รูปแบบฟังก์ชัน คือ =DATEDIF(เซลข้อมูลที่ต้องการคำนวณ,TODAY(),”รูปแบบการแสดงผล”) โดย
ฟังก์ชันการคำนวณอายุปี คือ =DATEDIF(H2,TODAY(),”Y”)
ฟังก์ชันการคำนวณอายุเดือน คือ =DATEDIF(H2,TODAY(),”YM”)
ฟังก์ชันการคำนวณอายุวัน คือ =DATEDIF(H2,TODAY(),”MD”)
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
=DATEDIF(start_date,end_date,unit)
- start_date วันที่ที่แสดงวันที่แรกหรือวันที่เริ่มต้นของช่วงเวลา อาจใส่วันที่ในรูปสตริงข้อความภายในเครื่องหมายอัญประกาศ (ตัวอย่างเช่น “2001/1/30”) ในรูปเลขลำดับ (ตัวอย่างเช่น 36921 ซึ่งแสดงวันที่ 30 มกราคม ค.ศ. 2001 ถ้าคุณกำลังใช้ระบบวันที่ 1900) หรือในรูปผลลัพธ์ของสูตรหรือฟังก์ชันอื่น (ตัวอย่างเช่น DATEVALUE(“2001/1/30”))
- end_date วันที่ที่แสดงวันที่สุดท้ายหรือวันที่สิ้นสุดของช่วงเวลา
- unit ชนิดข้อมูลที่คุณต้องการให้ส่งกลับ
- “Y” จำนวนปีทั้งหมดในช่วงเวลา
- “M” จำนวนเดือนทั้งหมดในช่วงเวลา
- “D” จำนวนวันในช่วงเวลา
- “MD” ผลต่างระหว่างจำนวนวันใน start_date และ end_date เดือนและปีของวันที่จะถูกละเว้น
- “YM” ผลต่างระหว่างจำนวนเดือนใน start_date และ end_date เดือนและปีของวันที่จะถูกละเว้น
- “YD” ผลต่างระหว่างจำนวนวันใน start_date และ end_date ปีของวันที่จะถูกละเว้น
- วันที่จะถูกเก็บเป็นเลขลำดับต่อเนื่องเพื่อให้สามารถใช้ในการคำนวณได้ ตามค่าเริ่มต้น วันที่ 31 ธันวาคม ค.ศ. 1899 มีเลขลำดับเป็น 1 และวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2008 มีเลขลำดับเป็น 39448 เนื่องจากเป็นวันที่ 39448 นับจากวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 1900
- ฟังก์ชัน DATEDIF มีประโยชน์กับสูตรที่คุณต้องการคำนวณหาอายุ







You must be logged in to post a comment.