จิตสำนึกที่ควรมีต่อการพัฒนาเว็บไซต์ตามมาตรฐาน WCAG

เริ่มเห็นหน่วยงานต่างๆ พัฒนาเว็บไซต์ตามข้อกำหนดการทำให้เนื้อหาเว็บสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ (Web Content Accessibility Guidelines: WCAG) ที่ออกโดยองค์การมาตรฐาน เวิลด์ ไวด์ เว็บ (World Wide Web Consortium: W3C) ซึ่งเป็นข้อกำหนดที่ช่วยให้คนพิการทุกกลุ่ม รวมทั้งคนปกติแต่อยู่ในสภาวะที่อาจจะไม่สามารถใช้งานเว็บได้ตามปกติ สามารถเข้าถึงเนื้อหาเว็บ และใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ได้ โดยเว็บที่พัฒนาตามข้อกำหนดนี้ มักจะติดโลโก้แสดงว่าเว็บของตนผ่านมาตรฐาน ดังนี้


อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญของการพัฒนาเว็บไซต์ที่อยากนำเสนอในครั้งนี้คือ อย่ามุ่งเน้นการนำเสนอว่าผ่านมาตรฐานดังกล่าวและต้องมี Logo ติดเพื่อประกาศให้ทุกคนทราบว่าเว็บได้มาตรฐาน แต่ควรหันกลับไปทบทวนจุดประสงค์จริงๆ ว่าข้อกำหนดดังกล่าวทำเพื่ออะไร และเว็บของเราได้ตอบจุดประสงค์ดังกล่าวแล้วหรือไม่อย่างไร เช่น ได้ทดสอบเว็บที่ผ่านการตรวจสอบว่าได้มาตรฐาน WCAG กับกลุ่มคนพิการหลากหลายกลุ่มแล้วหรือไม่ ผลการทดสอบจริงจากคนพิการดังกล่าวเป็นอย่างไร

หากพัฒนาเว็บและติด Logo ว่าได้มาตรฐานแต่ไม่เคยทดสอบจริง ก็คงไม่สามารถตอบได้ว่าเว็บไซต์ดังกล่าวรองรับการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะระบบตรวจสอบก็คงตรวจสอบได้ในมิติของคำสั่งที่วางไว้ โดยไม่ครอบคลุมความหมายที่แท้จริงของเว็บไซต์ที่คนพิการต้องการทราบ เช่น หากมีภาพแสดงกราฟข้อมูลยอดขาย แล้วใส่คำอธิบายเพียง “กราฟ” ระบบอ่านบนจอ (Screen Reader) ก็คงอ่านออกมาให้คนตาบอดว่า “กราฟ” ซึ่งเค้าก็คงไม่ทราบรายละเอียดว่าเป็นกราฟอะไร รายละเอียดอย่างไร ดังนั้นการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อให้ติด Logo ควรจะมีจิตสำนึกที่แท้จริงว่าไม่ใช่กระแสนิยม แต่ต้องให้คนพิการใช้ประโยชน์ได้จริงๆ

การทำเว็บให้ผ่านเว็บ Accessibility ผมมีประเด็นนำเสนอดังนี้ครับ

1) คนส่วนมาก เริ่มต้นคิดทำเว็บ Accessibility จากการตรวจด้วยเครื่องมือ Validator ซึ่งไม่ใช่คนพิการจริงๆ ส่งผลให้เกิดความผิดพลาดว่าเว็บผ่าน machine readable แต่ไม่รองรับการเข้าถึงจริงๆ ของคนพิการ

2) เครื่องมือ Validator ทำหน้าที่ตรวจ Syntax ของคำสั่ง HTML ที่นำมาใช้ควบคุมการจัดแสดงหน้าเว็บ ไม่สามารถเข้าใจความหมายขององค์ประกอบหน้าเว็บเหมือนที่มนุษย์เข้าใจ ยกตัวอย่างกรณีนี้คือ Validator แจ้งว่ารูปภาพที่นำมาใช้ในเอกสารเว็บ ไม่มีข้อผิดพลาด แม้ว่าคำอธิบายรูปจะใช้เพียงคำว่า image เช่นจากรูปคำสั่ง <img scr=”image1.jpg” alt=”image”>  <img scr=”image2.jpg” alt=”image”> <img scr=”image3.jpg” alt=”image”>  เครื่องมือก็จะเข้าใจว่ารูปภาพชื่อ image1.jpg นี้มีคำอธิบายว่า image ซึ่งถือว่าผ่านแล้ว และรูปภาพชื่อ image2.jpg image3.jpg ก็มีคำอธิบายว่า image เช่นกัน

แต่เมื่อคนพิการทางสายตาเข้าถึงหน้าเว็บนี้ โปรแกรมอ่านออกเสียงของคนตาบอด ก็จะอ่านทุกรูปในหน้านี้ว่า image อันจะส่งผลให้คนตาบอด ไม่สามารถเข้าใจได้ว่า รูป 3 รูป ที่ใช้คำอธิบายว่า image แตกต่างกันอย่างไร สำคัญคือ สาระของรูปแต่ละรูปคืออะไร โปรแกรมอ่านออกเสียงจะอ่านไม่ได้ ส่งผลต่อการเข้าถึง ความเข้าใจของคนพิการ

3) สืบเนื่องจากข้อ 1 และข้อ 2 ผู้พัฒนาเว็บส่วนมาก แทบไม่เคยอ่าน Accessibility Guideline จึงยึดแค่การส่งเว็บตรวจกับ Validator และแก้ไขตามที่ Validator แจ้ง ทั้งๆ ที่ Accessibility Guideline ลงรายละเอียดการพัฒนาเว็บทั้งในมิติเทคนิคที่ใช้ Validator ช่วยสนับสนุนการตรวจและแก้ไข และยังมีมิติความเข้าใจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Guideline โดยเนื้อหาในส่วนนี้ จำเป็นต้องอาศัยเวลาและการทำงานด้วยคนที่มีใจที่ต้องการทำเพื่อคนพิการอย่างแท้จริง เพราะเป็นกระบวนการทำงานที่ใช้กำลังและเวลา ดังนั้นกรณีข้อ 2 ที่คนทำเว็บต้องใส่ใจกับรูปทุกรูปมากกว่าแค่การใส่ Alt กำกับรูปแบบสั้น แต่จะต้องใส่ Alt และ Longdes Attribute ที่สนับสนุนความเข้าใจของคนพิการ

เช่น หากรูปที่ 1 <img scr=”image1.jpg” alt=”image”> เป็นรูปแสดงข้อมูลกราฟแท่งปริมาณน้ำรายเดือน ผู้พัฒนาเว็บจะต้องใส่คำอธิบายรูปให้สื่ออย่างชัดเจน เช่น <img scr=”image1.jpg” alt=”รูปกราฟแท่งแสดงปริมาณน้ำรายเดือน เดือนมกราคมมี 15 ลูกบาสก์ลิตร เดือนกุมภาพันธ์มี 25 ลูกบาสก์ลิตร …”>

หรือคำแนะนำที่เกี่ยวกับคนที่มีภาวะทางสมอง Guideline ก็จะแนะนำว่า “ไม่ให้ใช้ภาพที่มีการกระพริบ หรืออัตราการเคลื่อนไว เพื่อไม่ให้เกิดผลต่ออาการชัก” แต่ก็พบว่าเว็บส่วนมากทำ banner สไลด์ที่เลื่อนไวมาก และหลายเว็บยังเน้นข่าวใหม่โดยใส่ Image ที่มีกระพริบว่า “New” หรือ “ข่าวใหม่” โดยคำแนะนำนี้ Validator จะตรวจไม่ได้ ต้องอาศัยความเข้าใจของคนทำเว็บอย่างเดียว

ไม่รวมเว็บจะต้องไม่ใช้เอกสารแนบ pdf แบบสแกน ซึ่งเป็นเรื่องยากมากสำหรับประเทศไทย

การทำเว็บตาม Accessibility Guideline จะต้องลงแรงใน 2 ส่วน

ส่วนแรกคือ จะต้องนั่ง modify source code ของ Joomla หรือ CMS ใดๆ ที่นำมาใช้ให้ผ่าน Validator

ส่วนที่สองคือ การให้ความสำคัญกับเนื้อหาที่นำเสนอในหน้าเว็บ เช่น การไม่ใช้เอกสาร Pdf แบบสแกน หรือหากใช้ ก็ต้องพิมพ์เนื้อหาข้อความกำกับเอกสาร PDF รวมทั้งการอธิบายสื่อใด ที่ไม่ใช้ข้อความให้เป็นข้อความ รวมทั้งระวังการใช้เทคนิคการนำเสนอที่ส่งผลต่ออาการชัก​ ไม่รวมการเตรียมสื่อสำหรับคนหูหนวกที่ต้องลงแรงอีกรูปแบบ

Unknown's avatar

ฺBoonlert Aroonpiboon

เก็บบันทึกเรื่องราวและความทรงจำ

You may also like...

Discover more from Boonlert Aroonpiboon

Subscribe now to keep reading and get access to the full archive.

Continue reading